วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

การเลือกพันธุ์วัว

การเลือกพันธุ์วัว

2. พันธุ์วัว สิ่งต่อมาที่ท่านต้องเตรียมก็คือพันธุ์วัว เพราะเราต้องรู้ก่อนว่าจะเลี้ยงวัวพันธุ์อะไร เลี้ยงเพื่อไปขายที่ไหน วัวมีด้วยกันหลายสายพันธุ์แบ่งเป็นง่ายๆก็ วันพันธุ์เนื้อและวัวนม ในที่นี้ขอยกตัวอย่างวัวพันธุ์เนื้อพื้นเมืองของไทยเราน่ะครับ 

วัวพื้นเมือง
วัวพื้นเมืองของไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับวัวพื้นเมืองของประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชีย ลักษณะรูปร่างกระทัดรัด ลำตัวเล็ก ขาเรียวเล็ก ยาว เพศผู้มีหนอกขนาดเล็ก มีเหนียงคอ แต่ไม่หย่อนยานมาก หูเล็ก หนังใต้ท้องเรียบ มีสีไม่แน่นอน เช่น สีแดงอ่อน เหลืองอ่อน ดำ ขาวนวล น้ำตาลอ่อนและอาจ มีสีประรวมอยู่ด้วยเพศผู้โตเต็มที่หนักประมาณ 300-350 ก.ก. เพศเมีย 200-250 ก.ก.
ลูกวัวเป็นผลผลิตหลักของการเลี้ยงแม่วัวเนื้อ การเลี้ยงวัวเนื้อจะให้ได้กำไรจะต้องสามารถผลิตลูกวัวให้ได้จำนวนมาก เช่น แม่วัวสามารถให้ลูกได้ปีละตัว เมื่อหย่านมลูกวัวมีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาดจึงจะขายได้ราคาดี การที่จะสามารถทำกำไรได้ดีดังกล่าวจะต้องเริ่มตั้งแต่เลือกพันธุ์ที่เลี้ยงให้เหมาะสมกับระบบหรือวิธีการจัดการเลี้ยงดู ให้อาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของวัวระยะต่างๆ และมีการจัดการเลี้ยงดูที่เหมาะสม
การเลี้ยงแม่วัวเนื้อที่จะให้ผู้เลี้ยงได้กำไรตอบแทนมากจะต้องเริ่มตั้งแต่การเลีอกพันธุ์วัวที่จะเลี้ยงให้เหมาะสมกับระบบการเลี้ยงและวัตถุประสงค์ที่จะเลี้ยง เช่น ลูกวัวที่ผลิตได้จะสนองความต้องการของตลาดประเภทใด สำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มเลี้ยงวัว ปัญหาสำคัญคือจะเลี้ยงวัวพันธุ์อะไร ดังนั้น จะต้องทราบว่าวัวพันธุ์ต่างๆ มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะสมกับวิธีการเลี้ยงที่เราจะเลี้ยงหรือไม่ ควรซื้อวัวที่มีลักษณะอย่างไร

สัตว์วิทยา

สัตว์วิทยา (อังกฤษZoology, มาจากภาษากรีกโบราณ ζῷον (zoon) หมายถึง "สัตว์" และ λόγος หมายถึง "วิทยาการ หรือ ความรู้") จัดเป็นศาสตร์ด้านชีววิทยาสาขาหนึ่ง เกี่ยวข้องกับสมาชิกในอาณาจักรสัตว์ และชีวิตสัตว์โดยทั่วไป โดยเป็นการศึกษาเรื่องสัตว์ ตั้งแต่พวกสัตว์ชั้นต่ำพวก ฟองน้ำ แมงกะพรุน พยาธิตัวแบน พยาธิตัวกลม กลุ่มหนอนปล้อง สัตว์ที่มีข้อปล้อง กลุ่มสัตว์พวกหอย ปลาดาว จนถึง สัตว์มีกระดูกสันหลัง และ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
สัตววิทยาศึกษาโดยรวมเกี่ยวกับร่างกายของสัตว์ ไม่ได้เน้นส่วนใดส่วนหนึ่ง และกระบวนการสำคัญในการดำรงชีพ แต่ศึกษาความสัมพันธ์ของสัตว์หรือกลุ่มสัตว์กับสภาพแวดล้อม เนื่องจากเป็นขอบเขตการศึกษาที่กว้าง จึงมักจะแบ่งย่อยเป็นสาขาอื่นๆ อีก เช่น วิทยาเซลล์วิทยาตัวอ่อนสัณฐานวิทยาโบราณชีววิทยาพันธุศาสตร์และวิวัฒนาการ, อนุกรมวิธานพฤติกรรมวิทยานิเวศวิทยา และสัตวภูมิศาสตร์ เป็นต้น
สัตววิทยานั้นมีการศึกษามาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ และจักรวรรดิโรมัน จากงานของฮิปโปเครเตสอะริสโตเติล, และพลินี นักธรรมชาตินิยมสมัยต่อมาเจริญรอยตามอริสโตเติล จนในคริสต์ศตวรรษที่ 15 เมื่อมีการพิมพ์แพร่หลาย ความรู้เหล่านี้ก็กว้างขวางขึ้น มีการศึกษาและเผยแพร่มากขึ้น เช่น วิลเลียม ฮาร์วีย์ (การไหลเวียนของเลือด), คาโรลุส ลินเลียส (ระบบการตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์), ฌอร์ฌ-หลุยส์ เลอแกลร์ก กงต์เดอบูว์ฟง (ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ) และฌอร์ฌ กูว์วีเย (กายวิภาคเปรียบเทียบ) ซึ่งเป็นการศึกษาในขั้นลึกของสัตววิทยา[1][2][3]
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของการศึกษาสัตววิทยา ก็เมื่อชาลส์ ดาร์วิน ได้ตีพิมพ์หนังสือ กำเนิดพงศ์พันธุ์ (On the Origin of Species by Means of Natural Selection) ซึ่งได้อธิบายทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต นับแต่นั้นการศึกษาด้านพันธุศาสตร์เริ่มมีความจำเป็นในการศึกษาทางชีววิทยา และการศึกษาในแนวลึกเฉพาะด้านเริ่มมีมากขึ้น และยังมีการศึกษาคาบเกี่ยวกันในแต่ละสาขาวิชาด้วย[4]
สำหรับสถาบันที่เปิดสอนศาสตร์ด้านสัตววิทยานั้น ในประเทศไทย ตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องผ่านการสอบคัดเลือกเพื่อเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ที่มีหลักสูตร สาขาวิชาสัตววิทยา และสาขาวิชาชีววิทยา เช่น คณะวิทยาศาสตร์ คณะเกษตร คณะประมง เช่น คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลักสูตร 4 ปี สำเร็จการศึกษาได้วุฒิปริญญาตรี เป็นต้น และเมื่อศึกษาจบแล้ว สามารถเข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนได้ต่าง ๆ หลากหลาย [5]

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560


                                                     https://youtu.be/QbbDWuneZGM

ความสำคัญ

                                                                ความสำคัญ
ชุมชนบ้านนาเปอะตาบลชาติตระการ อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เป็นชุมชนหน่ึงท่ีมีวิถีชีวิตด้วยการพ่ึงพิงทุนทางธรรมชาติป่าเขาและภูมิปัญญาของชาวบ้าน ในการเลี้ยงชีพ จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าชาวบ้านนาเปอะส่วนใหญ่มีการกู้ยืมเงินกองทุน หมู่บ้าน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือแหล่งเงินทุนอื่น ๆ เพื่อน าไป ซ้ือวัวท่ีมีขนาดเล็กราคาไม่แพงและน าไปเล้ียงโดยต้อนข้ึนไปปล่อยไว้บนเขาท่ีอยู่ติดกับ หมู่บ้าน ได้แก่ เขากระไดม้า เขาสามแหลม และเขาทอง ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ า ภเูม่ียง – ภูทอง ในช่วงเริ่มต้นของฤดูฝนบนเขาจะมีวัวจา นวนนับพันนับหม่ืนตัวท่ชีาวบ้าน ในหมู่บ้านนาเปอะและหมู่บ้านอ่ืน ๆ ท่ีอยู่ติดกับเขาน าไปปล่อยให้หาอาหารกินกันเอง ซึ่งนับว่าเป็นการพึ่งพาธรรมชาติระหว่างป่ าเขา ชาวบ้าน และวัวได้อาศัยซึ่งกันและกัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลาในการเลี้ ยงดูแต่อย่างใด ถือได้ว่าเป็ นการใช้ทุน ทางธรรมชาติท่มีีอยู่ในรูปแบบของระบบนิเวศอย่างแท้จริง แต่ปัจจุบันส่ิงท่กีา ลังเป็นปัญหาของเจ้าของวัวบางรายกค็ือ ข้อจา กัดในเร่ืองของ สุขภาพและขาดผู้สืบทอดในด้านภมู ิปัญญา เน่ืองจากผู้เล้ียงวัวส่วนหน่ึงท่เีล้ียงวัวมานานและ วัยกเ็ปล่ียนไปตามกาลเวลา ทา ให้ไม่สามารถเดินทางข้ึนไปดูแลวัวของตนเองได้ ประกอบ กับความนิยมส่งบุตรหลานเข้าไปศึกษาในชุมชนเมือง เมื่อเรียนจบก็มักจะหางานท าในเมือง ซึ่งเข้าใจว่าได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าการประกอบอาชีพในท้องถ่ินท่ตีนเองอาศัยอยู่ ดังนั้น ชาวบ้านนาเปอะและคณะผู้วิจัยจึงมีความเห็นร่วมกันว่าภูมิปัญญาดังกล่าว สมควรท่ีจะมีการรักษาและสืบทอดสู่คนรุ่นหลังมิให้สูญหายตามอายุไขของคนรุ่นปัจจุบัน โดยอาศัยงานวิจัยท้องถ่ินเป็นส่ือกลางท่จีะสะท้อนบทเรียนดังกล่าวให้กับชนรุ่นหลังได้รับรู้ถึง คุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง อีกทั้งเป็ นการหาแนวทางในการจัดการการเลี้ยงวัว ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านท่ีจะน าไปสู่การสร้างเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งพาทุนท่ีมีอยู่ในชุมชน อย่างเป็นระบบและท าให้เกิดความยั่งยืนในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป

ความสนใจของโคนม

                                      ความสนใจของโคนม ตอนที่ 2
การที่จะแก้ปัญหาที่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคประสบอยู่นั้น จึงควรที่จะให้เกษตรกรใช้ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาควบคู่กับการความรู้ใหม่ในเชิงวิทยาการและเทคโนโลยีมาจัดการให้เป็นระบบ มีการจัดการความรู้ที่ทำให้เกิดการจัดการแบบวิถีไทยเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน เป็นความรู้ที่กลมกลืนกับชีวิตความเป็นอยู่ และนำไปใช้ได้จริงในสภาพแวดล้อมในชุมชนของตนเอง
  
ปัจจุบันการเลี้ยงโคกำลังเป็นอาชีพหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง มีคนหันมาเลี้ยงโคกันมากขึ้นทั้งเกษตรกรและคนนอกวงการ ทั้งเลี้ยงเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม ทั้งนี้ เนื่องจากการเลี้ยงโคเป็นอาชีพที่สร้างรายได้สูงเพราะเนื้อโคราคาแพงและค่อนข้างแน่นอน การบริโภคเนื้อโคในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้นตามอัตราการเพิ่มของจำนวนประชากรและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศและตลาดโลก แสดงถึงความต้องการบริโภคเนื้อโคยังมีอยู่มากและจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้การผลิตเนื้อโคไม่เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และไม่สามารถที่จะพัฒนาเพื่อการส่งออกได้ เพราะระบบการผลิตและการตลาดโคเนื้อยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ทำให้ประเทศต้องสูญเสียรายได้จากการนำเข้าเนื้อโคที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงโคเพิ่มขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและทดแทนการนำเข้า 
รัฐบาลเกือบทุกยุคทุกสมัยมีนโยบายและโครงการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงวัวเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตกร แต่โครงการเหล่านี้ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จและไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนให้แก่เกษตรกรได้  ทั้งโครงการวัวอีสานเขียวที่กลายเป็นวัวพลาสติกในสมัยพลเอกเชาวลิต  ยงใจยุทธ จนมาถึงนโยบายวัวล้านตัวของรัฐบาลทักษิณที่ล้มไปแบบไม่เป็นท่าทั้งคนที่อยากเลี้ยงและรัฐบาล
อาการล้มไม่เป็นท่าของคนเลี้ยงวัวนี้มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง
สาเหตุแรก มาจากนโยบายฝันกลางวันหรือนั่งทางในของรัฐ ที่ชอบคิดและตัดสินใจแทนชาวบ้าน แต่ไม่ได้ดู ไม่ได้เห็นและเข้าใจถึงเนื้อแท้ของวิถีชีวิตของแต่ละคนแต่ละพื้นที่ แล้วไปใช้นโยบายผิดทิศผิดทางครอบความคิดชอบบ้านให้ทำตามแบบพิมพ์ความคิดอันเดียวกัน สุดท้ายไปไม่รอด 
สาเหตุที่สองมาจากเกษตกรมีความรู้ไม่พอใช้  เพราะความรู้บางอย่างที่เกษตรกรมีนั้นตกยุค ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม ทรัพยากร และเทคโนโลยี เกิดอาการตามไม่ทันความรู้ โดยเฉพาะความรู้ด้านการเลี้ยงวัวในด้าน
 -    การปรับปรุงสายพันธุ์  การวิจัยและการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์จะเป็นของหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ที่ยังไม่กระจายไปถึงชาวบ้านอย่างทั่วถึง  ทำให้เกิดการขาดแคลนพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่มีคุณภาพ เป็นผลให้ได้เนื้อโคที่มีไม่ได้คุณภาพ
-    การจัดการเลี้ยงดูหรือการจัดการฟาร์มไม่ได้มาตรฐานและการรับเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากยังเลี้ยงแบบพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก
-   วัวที่เลี้ยงขาดความสมบูรณ์ ทำให้อัตราการการผสมติดต่ำ อัตราการให้ลูกโคต่ำ และอัตราการตายสูง  ทำให้ไม่สามารถสร้างรายได้ที่แน่นอนและมั่นคงแก่เกษตกรได้
-    ภาวะการตลาดโคที่ไม่แน่นอนและถูกเอาเปรียบจากนายทุน เนื่องจากมีการวางแผนปั่นราคาวัว ตามความนิยม  ทำให้เกษตรต้องลงทุนซื้อวัวในราคาสูงแต่ขายได้ในราคาต่ำ
จากเหตุปัจจัยที่กล่าวมาส่งผลให้อาชีพการเลี้ยงโคนั้นไม่พัฒนาไปถึงขั้นที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จและพึ่งตนเองได้
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/80287

การศึกษาเรื่องวัว

                                                                             บทคัดย่อ

          โครงงานพัฒนาเว็บไซต์ เรื่องโคนม  มีจุดมุ่งหมายเพื่อต้องการศึกษาประวัติความเป็นมาของโคนมน้ำนมที่ใช้บริโภค มีทั้งน้ำนมที่ได้จากพืช เช่น ถั่วเหลือง และน้ำนมที่ได้จากสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยตัวอย่างเช่น โคนม การเลี้ยงโคนมในประเทศไทยเป็นอาชีพที่สร้างงานและรายได้ให้กับเกษตรกรไทยมากว่า 40 ปี  รวมทั้งทำให้คนไทยมีโอกาสบริโภคนมมากขึ้น ในปัจจุบันการผลิตน้ำนมดิบในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ คนไทยบริโภคน้ำนมโดยเฉลี่ยถึง 20 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และปริมาณน้ำนมที่ผลิตได้ในประเทศ มีเพียงประมาณร้อยละ 20 ของความต้องการทั้งหมด ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การเลี้ยงโคนมนอกจากเป็นอาชีพที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทยแล้ว ยังมีผลกระทบสูงต่อสุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะในวัยเจริญเติบโต   เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการเลี้ยงโคนมอนุรักษ์โคไว้ไม่ให้สูญหายซึ่งโคนั้นทำประโยชน์ให้กับเกษตรกรมากมายไม่ว่าจะเป็นพิธีมงคลต่าง ไม่ว่าจะเป็นการรีดนมแล้วนำนม  ที่ได้จากการีดนมนำไปขายก็สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากมาย
              
             
ดังนั้น กระผมจึงได้คิดค้นที่จะทำโครงงานเรื่องโคนม  เพื่อสนับสนุนให้คนไทยหันมาใส่ใจการเลี้ยงโคนม โดยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่การเลี้ยงโคนม